
PID คืออะไร? กฎใหม่ส่งของไปยุโรป วิธีกรอกและเตรียมรหัสสินค้า | FastShip
29 ตุลาคม 2569
ส่งของไปยุโรปต้องมี PID! กฎใหม่ที่คนขายออนไลน์ต้องรู้
ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สหภาพยุโรป (EU) เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับ PID (Product Identifier) สำหรับการนำเข้าสินค้า E-commerce แบบ B2C ที่เข้าข่าย เพื่อให้ศุลกากรสามารถระบุและตรวจสอบข้อมูลสินค้าได้ละเอียดมากขึ้น
สำหรับคนขายของออนไลน์บน eBay, Etsy หรือ Marketplace ที่มีลูกค้าอยู่ในยุโรป จึงควรเตรียมข้อมูลสินค้าให้พร้อมก่อนส่งออก
PID คืออะไร? ต้องเตรียมรหัสแบบไหน?
PID (Product Identifier) คือรหัสที่ใช้ระบุตัวสินค้า เพื่อช่วยให้ศุลกากรตรวจสอบได้ว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นสินค้าอะไร รุ่นไหน หรือมาจากผู้ผลิตรายใด
โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- M-PID: รหัสสินค้าจากผู้ขายหรือ Marketplace เช่น SKU, Listing ID
- NS-PID: รหัสสินค้าจากผู้ผลิต เช่น Model Number หรือ Part Number
- S-PID: รหัสมาตรฐานสากล เช่น EAN, UPC หรือ GTIN
หมายเหตุ: หากสินค้าไม่มีรหัส S-PID สามารถไม่ระบุได้ตามเงื่อนไขการสำแดง แต่ M-PID และ NS-PID ยังคงเป็นข้อมูลที่ต้องระบุ หากข้อมูล PID ไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง พัสดุอาจถูกศุลกากรขอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการนำเข้า และในบางกรณีอาจถูกปฏิเสธการนำเข้าหรือส่งคืนได้
วิธีกรอกรหัส PID ให้ถูกต้อง ต้องระวังอะไรบ้าง?
เพื่อให้ข้อมูลสินค้าสามารถนำไปใช้ตรวจสอบได้อย่างถูกต้อง รหัส PID ควรเป็นไปตามเงื่อนไขการกรอกข้อมูลดังนี้
สิ่งที่ควรทำ
- ความยาวรหัสสูงสุดไม่เกิน 70 ตัวอักษรต่อรายการ
- ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลข และสัญลักษณ์ทั่วไปแบบครึ่งตัว (Half-width)
- ใช้รหัสที่มีอยู่จริงและสามารถระบุตัวสินค้าได้อย่างชัดเจน
- ตรวจสอบให้รหัสตรงกับรุ่นหรือรายการสินค้าที่จัดส่งจริง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
- ใช้ตัวอักษรภาษาจีนหรือสัญลักษณ์แบบเต็มตัว (Full-width)
- ใช้ Emoji ในช่องกรอกรหัส
- กรอกรหัสสมมติหรือข้อความที่ไม่สามารถระบุสินค้าได้ เช่น
N/A,***,0,999999หรือA
ตัวอย่างรูปแบบรหัส
✅ FS-TSHIRT-BL-L — ตัวอย่างรูปแบบ SKU สำหรับเสื้อยืดสีดำ ไซซ์ L
❌ N/A, ***, 999999 — ไม่ใช่ข้อมูลที่ระบุตัวสินค้าได้อย่างเหมาะสม
หมายเหตุ: ตัวอย่าง SKU เป็นรหัสสมมติเพื่ออธิบายรูปแบบการกรอก ไม่ใช่การรับรองว่ารหัสดังกล่าวจะใช้สำแดงแทนข้อมูลสินค้าจริงได้
PID แตกต่างจาก HS Code อย่างไร?
PID (Product Identifier) คือรหัสที่ใช้ระบุตัวสินค้าโดยเฉพาะ เช่น รหัสจากร้านค้า รหัสรุ่นสินค้าจากผู้ผลิต หรือรหัสบาร์โค้ดมาตรฐานสากล ต่างจาก HS Code ที่ใช้จัดประเภทสินค้าสำหรับพิจารณาอากรและข้อกำหนดในการนำเข้า
ตัวอย่างเช่น เสื้อยืดสีดำและเสื้อยืดสีขาวอาจใช้ HS Code เดียวกัน เพราะเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน แต่มี SKU แตกต่างกันเพื่อระบุสี รุ่น หรือขนาดสินค้า
พูดง่าย ๆ คือ HS Code บอกประเภทสินค้า ส่วน PID ใช้ระบุว่าสินค้านั้นคือรายการไหน
ไม่มีรหัส PID ทำยังไง? FastShip มีระบบช่วยรองรับแล้ว!
FastShip เตรียมระบบรองรับข้อกำหนด PID ใหม่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำรายการส่งพัสดุไปยุโรปได้สะดวกยิ่งขึ้น
1. มีช่องให้กรอกรหัส PID ในระบบแล้ว
ลูกค้าสามารถนำรหัสสินค้าที่มีอยู่มากรอกในขั้นตอนทำรายการได้โดยตรง ช่วยให้เตรียมข้อมูลสำหรับการส่งออกได้สะดวกขึ้น
2. ไม่มีรหัส? ระบบช่วยสร้างรหัสอ้างอิงให้อัตโนมัติ
กรณีลูกค้ายังไม่มีรหัสพร้อมใช้งาน ระบบ FastShip สามารถสร้างรหัสอ้างอิงตามรูปแบบที่กำหนดให้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถดำเนินรายการในระบบต่อได้ทันที
อย่างไรก็ตาม รหัสที่ระบบสร้างขึ้นเป็นเพียงตัวช่วยในการทำรายการ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะผ่านการตรวจสอบของศุลกากร การใช้รหัสอ้างอิงที่ไม่ได้มาจากข้อมูลสินค้าจริงยังมีความเสี่ยงที่ศุลกากรจะขอข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้พัสดุล่าช้า หรือไม่สามารถผ่านพิธีการนำเข้าได้
FastShip จึงแนะนำให้ลูกค้ากรอกรหัสสินค้าจริงที่ตรวจสอบได้ด้วยตนเองเป็นอันดับแรก เพื่อความถูกต้องของข้อมูลและลดความเสี่ยงในการส่งออก
3. ไม่รู้ต้องกรอกอะไร? ทีม FastShip พร้อมช่วยแนะนำ
หากไม่แน่ใจว่าต้องใช้รหัสประเภทไหน หรือเตรียมข้อมูลอย่างไร สามารถสอบถามทีมงาน FastShip ได้ก่อนส่งจริง
กฎ PID ใหม่ ส่งยุโรปยังง่ายได้กับ FastShip
แม้จะมีข้อกำหนดใหม่ แต่ FastShip ก็เตรียมระบบและทีมงานเพื่อช่วยให้การส่งออกของคุณสะดวกขึ้น
ส่งของไปยุโรป เตรียมข้อมูลให้พร้อม แล้วให้ FastShip ช่วยดูแลการจัดส่ง
👉 เริ่มส่งของไปยุโรป: https://fastship.co/
📲 LINE: @fastship.co
FastShip — Ship Global. Made Simple.