fbpx
 

วิธีส่งของไปต่างประเทศ วิธีเลือกบริการที่เหมาะสม มือใหม่ ทำได้ง่ายๆ

วิธีส่งของไปต่างประเทศ

วิธีส่งของไปต่างประเทศ วิธีเลือกบริการที่เหมาะสม มือใหม่ ทำได้ง่ายๆ

        การขายสินค้าออนไลน์ระหว่างประเทศเติบโตเป็นอย่างมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รวมกับการที่มีคนไทยที่ย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ทำให้การส่งของไปต่างประเทศจากเมืองไทยมีการเติบโตมากขึ้น สำหรับหลายๆคนที่เป็นมือใหม่และยังไม่รู้ว่ามีขั้นตอนอย่างไร ต้องบอกว่าการส่งของไปต่างประเทศนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าวิธีส่งของไปต่างประเทศ มีขั้นตอนและข้อควรปฏิบัติอย่างไรกันบ้าง

 

7 ขั้นตอนในการส่งของไปต่างประเทศ

1. ตรวจสอบว่าเป็นของต้องห้ามส่งไปปลายทางหรือไม่

        ขั้นตอนแรกสุดก่อนที่จะส่งของชนิดใดๆไปต่างประเทศ สิ่งที่ควรทำก่อนเป็นอย่างแรกก็คือการตรวจสอบว่าสินค้าที่คุณต้องการส่งนั้น สามารถส่งไปยังประเทศปลายทางที่ต้องการได้หรือไม่ เพราะหลายๆประเทศมักจะมีรายการสินค้าห้ามนำเข้าอยู่ (ตัวอย่างเช่น รายการของต้องห้ามนำเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา) ทำให้หลายๆครั้งพัสดุของผู้ส่งไม่สามารถเข้าไปยังประเทศปลายทางได้

        จึงควรศึกษาให้เข้าใจว่าสินค้าที่คุณต้องการจัดส่งนั้นมีข้อจำกัดและเงื่อนไขอะไรในการส่งสินค้าประเภทนั้นไปยังประเทศปลายทางหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาล่วงหน้า บางรายการสามารถจัดส่งได้ แต่มีเอกสารที่ต้องแนบประกอบเพิ่มเติม

2. จัดเตรียมเอกสารสำหรับการส่งของไปต่างประเทศ

        จากข้อที่ 1 ในกรณีที่คุณค้นหาข้อมูลของสินค้าบางชนิดแล้วพบว่าสามารถจัดส่งไปยังประเทศปลายทางได้ แต่อาจจะต้องแนบเอกสารเพิ่มเติม ควรจัดเตรียมเอกสารต่างๆที่ต้องใช้ประกอบการจัดส่งให้เรียบร้อยไม่ว่าจะเป็น เอกสารที่ระบุข้อมูลสารเคมีอันตราย (MSDS: Material Safety Data Sheet), เอกสาร อย. (FDA) สำหรับอาหาร, ใบเสนอราคา Invoice (เอกสารนี้ FastShip ดำเนินการออกเอกสารนี้ให้ผู้ส่งเอง), สำเนาบัตรประชาชน และเอกสารอื่นๆเพิ่มเติม ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารที่ใช้ในการจัดส่งไปต่างประเทศ

3. สร้างรายการจัดส่งของไปต่างประเทศ

        เมื่อทำการตรวจสอบรายการสินค้าที่ต้องการจัดส่งรวมถึงจัดเตรียมเอกสารที่ต้องใช้เรียบร้อยแล้ว คุณสามารถเริ่มต้นทำรายการจัดส่งได้บนเว็บไซต์ FastShip ทันที ทำการสร้างรายการจัดส่งเพื่อระบุว่าคุณต้องการจัดส่งพัสดุไปที่ประเทศไหน จัดส่งเมื่อไหร่ ใช้บริการรูปแบบใด สามารถสมัครบัญชีและเริ่มต้นทำรายการได้ในทันที คุณสามารถติดต่อทีมงาน FastShip เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมสำหรับการจัดส่งได้

4. แพ็คและจัดเตรียมสินค้าให้เรียบร้อย

        เมื่อทำรายการบนเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นการแพ็คสินค้าให้เรียบร้อยและเหมาะสมกับการส่งไปต่างประเทศ การแพ็คสินค้าสำหรับส่งไปต่างประเทศควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ควรแพ็คอย่างแน่นหนา โดยห่อสินค้าด้วยพลาสติกกันกระแทก อย่าลืมว่าพัสดุของคุณต้องเดินทางไกลกว่าจะถึงจุดหมาย ดังนั้นจึงควรจัดเตรียมให้ดีค่ะ คำแนะนำเพิ่มเติมคือใช้กล่องที่มีขนาดพอดีกับขนาดสินค้าภายในกล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่ภายในกล่องและอาจทำให้สินค้าเสียหายได้

5. ทีมงาน FastShip เข้ารับพัสดุ

        เมื่อสร้างรายการจัดส่งในเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำมีเพียงแค่รอทีมงาน FastShip เข้ารับพัสดุที่บ้านของท่าน หรือจะเลือกไปดรอปพัสดุที่ไปรษณีย์ใกล้บ้านของคุณก็ได้เช่นกัน

6. ทีมงาน FastShip ดำเนินการทำเรื่องส่งออก

        เมื่อ FastShip ได้รับพัสดุของท่านเรียบร้อยแล้ว ทีมงานจะดำเนินการทำเรื่องส่งออกพร้อมจัดส่งพัสดุของคุณไปยังประเทศปลายทาง ขั้นตอนการส่งออกสินค้าแต่ละปลายทาง จะแตกต่างกันไป ตามแต่ละเอเจนท์และปลายทางที่ลูกค้าเลือกจัดส่ง โดยก่อนส่งออกสินค้า เอกสารที่อาจร้องขอได้คือ สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับปลายทาง, MSDS หรือ FDA ของสินค้า เป็นต้น (เอกสารที่ได้จัดเตรียมเอาไว้ในขั้นตอนที่ 2) 

7. ตรวจสอบสถานะในการจัดส่ง

        ในการจัดส่งพัสดุไปยังต่างประเทศกับ FastShip ผู้ส่งสามารถตรวจสอบสถานะของพัสดุได้ตลอดเวลาว่าตอนนี้สถานะของพัสดุอยู่ในขั้นตอนไหน สินค้าไปถึงที่จุดใดแล้ว เพื่อติดตามสถานะของพัสดุและยังสามารถแจ้งเลข Tracking number ให้กับผู้รับเพื่อตรวจสอบสถานะของพัสดุได้เช่นเดียวกัน

 

 

วิธีเลือกบริการส่งของต่างประเทศที่เหมาะสม

        การจัดส่งพัสดุไปยังต่างประเทศกับ Fastship มีบริการ 2 รูปแบบที่คุณสามารถเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและพัสดุที่คุณต้องการส่ง

  1. Express Service: บริการส่งพัสดุไปต่างประเทศแบบด่วน จุดเด่นคือใช้เวลาเพียง 3-5 วันทำการในการขนส่ง (ขึ้นอยู่กับจุดหมายปลายทาง) เป็นบริการแบบ Door to Door เข้ารับพัสดุถึงที่บ้านของผู้จัดส่ง (ต้นทาง) และดำเนินการจัดส่งให้ถึงบ้านของผู้รับ (ปลายทาง) อย่างรวดเร็ว สามารถที่จะเช็คสถานะพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  2. Standard Service: บริการส่งพัสดุไปต่างประเทศแบบธรรมดา จุดเด่นของบริการแบบ Standard service คือราคาประหยัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง และใช้เวลาในการขนส่งประมาณ 7 – 21 วันทำการ (ขึ้นอยู่กับปลายทาง) โดยเมื่อพัสดุถูกส่งถึงประเทศปลายทางแล้ว จะถูกส่งต่อให้ไปรษณีย์ท้องถิ่น (Local post) เป็นผู้ส่งพัสดุให้ถึงที่หมายสุดท้าย (บ้านของผู้รับ) อีกครั้ง ซึ่งจะใช้เวลานานกว่า Express service และในบางครั้งสามารถตรวจสอบสถานะพัสดุได้เฉพาะเมื่อถึงประเทศปลายทางแล้วเท่านั้น

 

 

เลือกบริการส่งของไปต่างประเทศแบบไหนดี

        บริการจัดส่งของไปต่างประเทศทั้ง Express Service และ Standard Service ต่างก็มีจุดเด่นด้วยกันทั้งคู่ ผู้ส่งบางท่านอาจจะเกิดความลังเลว่าควรเลือกจัดส่งด้วยบริการแบบไหนดี FastShip ลองทำตัวอย่างวิธีการเลือกบริการที่เหมาะสมกับประเภทพัศดุและความต้องการของผู้ส่งแต่ละท่าน โดยยกตัวอย่างเป็น Scenario แบบต่างๆดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. ผู้จัดส่งที่ขายสินค้าบน Amazon และต้องการส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ แนะนำให้เลือกใช้บริการแบบ Express service เพราะบริการนี้จัดส่งได้พัสดุได้ไว ทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจว่าได้ของที่สั่งซื้ออย่างรวดเร็ว ได้รับ Feedback ที่ดี ส่งผลต่อยอดขายของผู้ส่งท่านที่ในอนาคต
  2. ส่งพัสดุให้ญาติที่อยู่ต่างประเทศเป็นเครื่องประดับที่มีน้ำหนัก 100 กรัม แต่ญาติของผู้ส่งไม่ได้รีบใช้งาน แนะนำให้เลือกใช้บริการแบบ Standard service เพราะราคาประหยัดกว่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งได้มากกว่า
  3. ส่งพัสดุสำคัญให้กับครอบครัวที่อาศัยอยู่ต่างประเทศและต้องการให้พัสดุถึงเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แนะนำให้ใช้บริการแบบ Express service เพราะช่วยให้พัสดุไปถึงปลายทางได้รวดเร็วที่สุด
  4. ส่งสินค้าแบบขายปลีกที่มีราคาไม่สูงมากนักให้กับลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ แนะนำให้เลือกบริการแบบ Standard service เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนในการจัดส่งได้มากกว่าซึ่งจะช่วยให้มีกำไรต่อหน่วยที่สูงกว่า


Bitnami