17 ส.ค. ไกด์ส่งออกอาหารไทยฉบับร้านออนไลน์ เจาะลึกไอเทมทำเงินและทริคที่เหล่าแม่ค้าต้องรู้
Key Takeaways
- อาหารแปรรูปที่ไม่เน่าเสียง่าย เช่น เครื่องแกงสำเร็จรูป ผลไม้อบแห้ง และซอสปรุงรส คือกลุ่มสินค้าที่ส่งออกแล้วทำกำไรได้ดีที่สุด
- ตลาดที่เจาะง่ายและทำเงินเร็วที่สุดคือกลุ่มคนไทย/คนเอเชียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ ก่อนจะขยายไปสู่ลูกค้าท้องถิ่น
- แต่ละประเทศมีหน่วยงานตรวจสอบอาหารนำเข้าของตัวเอง เช่น FDA ของสหรัฐฯ หรือระบบ Biosecurity ของออสเตรเลียที่ขึ้นชื่อว่าเข้มที่สุดในโลก
- บรรจุภัณฑ์และฉลากที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลช่วยลดโอกาสของถูกตีกลับที่ด่านศุลกากรได้มากกว่า 70%
- การเลือกขนส่งที่เข้าใจเอกสารอาหารและมีเส้นทางที่เหมาะกับสินค้าประเภทนี้ ส่งผลโดยตรงต่อว่าอาหารจะถึงมือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์หรือไม่
อาหารไทยกำลังเป็นสินค้าที่คนต่างชาติค้นหาซื้อออนไลน์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การส่งอาหารข้ามประเทศไม่ใช่แค่แพ็กใส่กล่องแล้วจบ เพราะแต่ละประเทศมีกฎเรื่องอาหารนำเข้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง (ของสดอย่างเนื้อดิบ อาหารทะเลแช่แข็ง หรือผลิตภัณฑ์นมนั้นส่งออกไม่ได้อยู่แล้วในเกือบทุกประเทศปลายทาง จึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ควรเริ่มต้น) บทความนี้จะพาไปดูว่าอาหารชนิดไหนส่งออกแล้วขายดี ตลาดไหนน่าสนใจ และต้องเตรียมตัวเรื่องข้อจำกัดของแต่ละประเทศอย่างไรบ้าง
อาหารไทยชนิดไหนขายต่างชาติแล้วรวย?
อาหารที่ขายดีที่สุดในตลาดส่งออกคืออาหารแปรรูปที่มีอายุการเก็บรักษานานเพราะผ่านด่านศุลกากรง่ายกว่าและไม่ต้องกังวลเรื่องการเน่าเสียระหว่างขนส่ง กลุ่มสินค้าที่ลูกค้าต่างชาติซื้อซ้ำมากที่สุดแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก
- เครื่องแกงและผงปรุงรสสำเร็จรูป เช่น พริกแกงเขียวหวาน ต้มยำ ผัดไทย เพราะเก็บได้นานเป็นปีและน้ำหนักเบา
- ผลไม้อบแห้งและขนมขบเคี้ยว เช่น มะม่วงอบแห้ง ทุเรียนทอด ข้าวเกรียบ ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดตะวันตกมองว่าเป็น “exotic snack”
- ซอสและน้ำจิ้มบรรจุขวด เช่น น้ำจิ้มไก่ ซอสศรีราชา ที่ผ่านการฆ่าเชื้อและปิดผนึกสุญญากาศ
- ชา กาแฟ และเครื่องดื่มผงสำเร็จรูป ที่ไม่มีส่วนผสมของนมสดหรือของเหลวที่เน่าเสียง่าย
ร้านค้าจำนวนมากที่เริ่มจากขายในประเทศ พอปรับสูตรให้ เก็บได้นานขึ้นและบรรจุแบบสุญญากาศ ก็สามารถขยายไปขายบน Amazon หรือ Etsy ในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

ตลาดไหนคือขุมทรัพย์ของพ่อค้าแม่ค้าอาหารไทยตอนนี้?
ตลาดที่ทำเงินได้เร็วที่สุดตอนนี้คือกลุ่มคนไทยและคนเอเชียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ (Expat Community) เพราะเป็นกลุ่มที่คิดถึงรสชาติบ้านเกิดและยอมจ่ายแพงกว่าปกติเพื่อซื้อของแท้จากไทยโดยตรง ก่อนจะขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าท้องถิ่นที่สนใจอาหารเอเชีย
กลุ่มตลาดที่น่าจับตาแบ่งได้เป็น 3 ระดับตามความยากง่ายในการเจาะตลาด
- กลุ่มง่ายที่สุด — คนไทย/คนเอเชียในต่างแดน ในเมืองใหญ่อย่างลอสแอนเจลิส ลอนดอน หรือซิดนีย์ ที่มีชุมชนคนเอเชียหนาแน่นและหาซื้อของไทยแท้ได้ยาก
- กลุ่มปานกลาง — นักท่องเที่ยวที่เคยมาไทยแล้วติดใจ กลุ่มนี้มักค้นหาสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียหลังกลับประเทศ และเป็นกลุ่มที่รีวิวปากต่อปากทรงพลังที่สุด
- กลุ่มยากที่สุดแต่มูลค่าสูง — ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ที่ต้องการวัตถุดิบและเครื่องปรุงนำเข้าโดยตรงเป็นล็อตใหญ่ต่อเนื่อง
ร้านค้าที่เริ่มจากกลุ่ม Expat Community มักได้เปรียบเพราะไม่ต้องอธิบายวัฒนธรรมการกินหรือปรับรสชาติมากนัก ต่างจากการขายให้ลูกค้าท้องถิ่นที่บางครั้งต้องปรับสูตรให้ถูกปากมากขึ้น
แต่ละประเทศเข้มงวดเรื่องอาหารนำเข้าต่างกันแค่ไหน?
ความเข้มงวดของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแลด้านอาหารและระบบกักกันโรคของประเทศนั้น ซึ่งบางประเทศเข้มงวดกว่าไทยหลายเท่าตัว

สหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารต้องขึ้นทะเบียนกับ FDA (Food Facility Registration) ก่อนส่งออกแม้จะเป็นร้านค้ารายย่อยก็ตาม ส่วนออสเตรเลียใช้ระบบ Biosecurity ที่เข้มที่สุดในโลก เพราะเป็นประเทศเกาะที่ป้องกันการปนเปื้อนพันธุ์พืชและสัตว์จากภายนอกอย่างเคร่งครัด ทำให้แม้แต่ขนมที่มีส่วนผสมของถั่วบางชนิดก็อาจถูกตีกลับได้
แพ็กอาหารแบบไหนถึงไม่โดนตีกลับที่ด่านศุลกากร?
อาหารที่ผ่านด่านศุลกากรได้ง่ายที่สุดคืออาหารที่บรรจุแบบสุญญากาศพร้อมฉลากภาษาอังกฤษระบุส่วนผสมและวันหมดอายุชัดเจน เพราะเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถตรวจสอบได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดเช็คสินค้าเพิ่มเติม
องค์ประกอบของบรรจุภัณฑ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงถูกยึดหรือตีกลับ มีดังนี้
- สุญญากาศหรือปิดผนึกกันอากาศ เพื่อป้องกันความชื้นและยืดอายุการเก็บ
- ฉลากภาษาอังกฤษ ระบุ ชื่อสินค้า ส่วนผสม วันผลิต-วันหมดอายุ และประเทศต้นทาง
- ใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) สำหรับสินค้าประเภทเนื้อสัตว์แปรรูปหรืออาหารทะเล
- ใบแจ้งราคาสินค้า (Commercial Invoice) ที่ตรงกับมูลค่าจริงเพื่อป้องกันปัญหาด้านภาษีนำเข้า
ร้านค้าที่ลงทุนเรื่องบรรจุภัณฑ์และเอกสารตั้งแต่ต้น มักพบว่าสินค้าผ่านด่านได้เร็วกว่าและลดอัตราสินค้าถูกตีกลับได้มากกว่า 70% เมื่อเทียบกับการแพ็กแบบง่ายๆ ไม่มีฉลากสากล
เลือกขนส่งอาหารไปต่างประเทศยังไงให้ของไม่เสียก่อนถึงมือลูกค้า?
การเลือกขนส่งที่เหมาะกับอาหารส่งออกต้องดูที่ความเข้าใจเอกสารด้านอาหารและความเร็วของเส้นทางขนส่ง เพราะแม้อาหารจะบรรจุดีแค่ไหน หากติดอยู่ที่ด่านนานเกินไปก็เสี่ยงเสื่อมคุณภาพก่อนถึงมือลูกค้า

ปัจจัยที่ควรใช้เปรียบเทียบผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ มีอย่างน้อย 3 ข้อ ได้แก่ ความเร็วในการนำเข้า-ส่งออก ความชำนาญด้านเอกสารอาหาร และความโปร่งใสของค่าใช้จ่ายแฝงจุดที่ทำให้ Fastship ได้เปรียบเรื่องอาหารส่งออกโดยเฉพาะ คือการที่ทีมงานช่วยตรวจสอบว่าเอกสารและบรรจุภัณฑ์ครบตามที่ประเทศปลายทางต้องการก่อนที่ของจะออกจากไทยจริง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่พบบ่อยที่สุดของร้านค้าที่ส่งอาหารไปขายต่างประเทศ นั่นคือการโดนตีกลับที่ด่านโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า
ขายอาหารออนไลน์ไปต่างประเทศ เริ่มต้นยังไงให้ไม่เจ๊ง?
การเริ่มขายอาหารข้ามพรมแดนอย่างปลอดภัยควรเริ่มจากการทดลองส่งล็อตเล็กก่อน เพื่อทดสอบว่าสินค้าผ่านด่านของประเทศปลายทางได้จริงหรือไม่ ก่อนจะลงทุนผลิตล็อตใหญ่
ขั้นตอนที่ร้านค้ามือใหม่ควรทำตามลำดับ มีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 : เลือกสินค้าที่มีอายุการเก็บนาน — เริ่มจากอาหารแห้งหรือแปรรูปก่อนเสมอ
ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจกฎประเทศปลายทาง — เช็กว่าส่วนผสมในสูตรมีอะไรที่ประเทศนั้นห้ามหรือไม่ ขั้นตอนที่ 3 : เตรียมเอกสารและฉลากให้ครบ — ทำฉลากภาษาอังกฤษและใบรับรองที่จำเป็นล่วงหน้า
ขั้นตอนที่ 4: ส่งล็อตทดสอบจำนวนน้อย — เพื่อดูว่าผ่านด่านได้จริงก่อนผลิตจำนวนมาก
ขั้นตอนที่ 5: ฟังฟีดแบ็กจากลูกค้าต่างประเทศ — ปรับสูตรหรือบรรจุภัณฑ์ตามรีวิวจริง
ร้านค้าที่ทำตามลำดับนี้มักเห็นผลว่าอัตราการสั่งซื้อซ้ำสูงกว่าร้านที่รีบขยายตลาดโดยไม่ทดสอบก่อน เพราะลูกค้าต่างชาติให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากกว่าราคาถูก
การส่งอาหารไปขายต่างประเทศเป็นโอกาสที่ทำกำไรได้ดีสำหรับร้านค้าไทย แต่ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่สูตรอร่อยเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การเลือกสินค้าที่เหมาะกับการส่งออก การเตรียมเอกสารและบรรจุภัณฑ์ให้ถูกต้อง รวมถึงการเลือก “พันธมิตรขนส่ง” ที่เข้าใจข้อจำกัดของอาหารแต่ละประเภท เพราะร้านค้าที่เริ่มต้นถูกทางตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนที่อาจต้องเสียไปกับสินค้าที่ถูกตีกลับ
ซึ่งหากคุณกำลังมองหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านนี้ FastShip พร้อมตอบโจทย์ให้การส่งของกินเล่นหรืออาหารสำเร็จรูปไปต่างประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป) เป็นเรื่องง่ายและสะดวกที่สุด ด้วยบริการพิเศษที่ช่วยดูแลให้แบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดการเอกสารสำหรับส่งออกอาหาร บริการแพ็คกิ้ง (ซีลสุญญากาศ ห่อบับเบิ้ลกันกระแทก และเปลี่ยนกล่องให้เหมาะสม) ไปจนถึง บริการทำฉลากสินค้าภาษาอังกฤษให้ฟรี (แสดงส่วนผสมและวันหมดอายุครบถ้วน) เพื่อเสริมความมั่นใจว่าสินค้าแสนอร่อยของคุณจะผ่านด่านตรวจศุลกากรปลายทางได้อย่างฉลุย ปลอดภัย และไร้กังวล
Frequently Asked Questions
ส่งอาหารไปต่างประเทศต้องขอใบอนุญาตอะไรบ้าง? ขึ้นอยู่กับประเภทอาหารและประเทศปลายทาง โดยทั่วไปอาหารแปรรูปทั่วไปไม่ต้องขอใบอนุญาตพิเศษ แต่หากเป็นเนื้อสัตว์แปรรูปหรืออาหารทะเลมักต้องมีใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) แนบไปด้วย
ผลไม้แห้งส่งออกไปอเมริกาได้ไหม? ได้ในกรณีส่วนใหญ่ หากผ่านการอบแห้งสมบูรณ์และบรรจุแบบสุญญากาศพร้อมฉลากภาษาอังกฤษ แต่ควรตรวจสอบว่าผลไม้ชนิดนั้นไม่อยู่ในรายการควบคุมของ USDA ก่อนส่งจริง
ทำไมพัสดุอาหารถึงถูกตีกลับที่ด่านบ่อย? สาเหตุหลักมักมาจากฉลากไม่ครบ ไม่มีใบรับรองที่จำเป็น หรือส่วนผสมมีสารที่ประเทศปลายทางไม่อนุญาต การเตรียมเอกสารและฉลากให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหานี้ได้มากที่สุด
ควรเริ่มขายอาหารไปต่างประเทศจากประเทศไหนก่อนดี? ประเทศในกลุ่มอาเซียนมักเริ่มต้นง่ายที่สุดเพราะกฎใกล้เคียงกับไทยและระยะทางขนส่งสั้นกว่า ก่อนจะขยายไปตลาดที่เข้มงวดกว่าอย่างสหรัฐฯ หรือออสเตรเลีย
ติดต่อได้เลยที่ www.fastship.co หรือที่เบอร์ : 02-0803999 หรือ แอดไลน์ ID : @fastship.co ในเวลาทำการจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.