18 ส.ค. ส่งพัสดุไปต่างประเทศ DDP หรือ DDU ดีกว่ากัน? ส่งพัสดุยังไงไม่ให้ปลายทางช็อกกับค่าภาษี
Key Takeaways
- DDP (Delivered Duty Paid) คือการที่ผู้ส่งจ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้าล่วงหน้าแทนลูกค้า ส่วน DDU (Delivered Duty Unpaid) คือผู้รับต้องจ่ายเองตอนพัสดุถึงปลายทาง
- ผู้รับโดนเรียกเก็บภาษีปลายทางแบบไม่ทันตั้งตัวมักเกิดจากการเลือกส่งแบบ DDU โดยที่ผู้ขายไม่ได้แจ้งล่วงหน้า
- ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ใช้ DDP มีอัตรา การปฏิเสธรับพัสดุ (parcel refusal rate) ต่ำกว่าเดิมได้ถึง 20-30% เพราะลูกค้าไม่ต้องเจอค่าใช้จ่ายแฝง
- การเลือกขนส่งที่รองรับระบบ DDP ได้ครบวงจรช่วยลดภาระงานเอกสารศุลกากรของผู้ขายได้มาก
- บทความนี้จะพาไปดูว่า DDP กับ DDU ต่างกันตรงไหน ใครควรใช้แบบไหน และเลือกขนส่งอย่างไรให้ลูกค้าปลายทางไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
DDP และ DDU คืออะไร? ทำไมสองคำนี้กำหนดว่าใครจ่ายภาษีนำเข้า
DDP และ DDU คือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าระหว่างประเทศที่กำหนดว่าใครเป็นคนจ่ายภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมศุลกากร ทั้งสองคำนี้อยู่ในกลุ่ม Incoterms (International Commercial Terms) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดขอบเขตความรับผิดชอบระหว่างผู้ส่งกับผู้รับในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ
DDP (Delivered Duty Paid) หมายถึงผู้ส่งหรือผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง รวมถึงภาษีนำเข้า อากรศุลกากร และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ล่วงหน้า ผู้รับปลายทางเพียงแค่เซ็นรับพัสดุโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม
DDU (Delivered Duty Unpaid) หรือบางแพลตฟอร์มเรียกว่า DAP (Delivered At Place) หมายถึงผู้ส่งรับผิดชอบแค่ค่าขนส่งถึงปลายทาง ส่วนภาษีนำเข้าและอากรศุลกากรผู้รับต้องเป็นคนจ่ายเองก่อนรับสินค้า

DDP กับ DDU ต่างกันอย่างไรในกระบวนการส่งของจริง
ความต่างที่แท้จริงอยู่ที่ “จุดตัดความรับผิดชอบ” (Transfer of Responsibility) ไม่ใช่แค่เรื่องใครจ่ายเงิน
ในระบบ DDP ผู้ส่งต้องคำนวณภาษีนำเข้าล่วงหน้า แจ้งยอดในใบกำกับสินค้า (invoice) และชำระผ่านตัวแทนศุลกากรหรือขนส่งที่รองรับระบบนี้ กระบวนการนี้ต้องอาศัยพาร์ทเนอร์ขนส่งที่มีระบบเคลียร์ภาษีล่วงหน้า (Pre-clearance) ไม่เช่นนั้นพัสดุอาจล่าช้าที่ด่านศุลกากร
ในระบบ DDU กระบวนการเรียบง่ายกว่าสำหรับผู้ส่ง เพราะแค่ส่งของไปถึงประเทศปลายทาง แต่ภาระตกไปอยู่ที่ผู้รับที่ต้องติดต่อชำระภาษีกับหน่วยงานศุลกากรหรือบริษัทขนส่งในพื้นที่เอง ก่อนพัสดุจะถูกนำส่งถึงมือ
ผู้รับโดนเรียกเก็บภาษีปลายทาง เกิดขึ้นตอนไหนบ้าง
ผู้รับโดนเรียกเก็บภาษีปลายทางเกิดขึ้นเมื่อพัสดุถูกส่งแบบ DDU และมูลค่าสินค้าเกินเกณฑ์ยกเว้นภาษีของประเทศปลายทาง สถานการณ์นี้พบบ่อยใน 3 กรณีหลัก
- สินค้ามูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ De minimis ของแต่ละประเทศ (เช่น บางประเทศกำหนดไว้ต่ำมาก)
- ผู้ขายไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ว่าลูกค้าอาจต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมตอนรับของ
- หมวดหมู่สินค้าที่มีอัตราภาษีสูง เช่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนม
ผลที่ตามมาคืออัตราการปฏิเสธรับพัสดุ (parcel abandonment) ที่สูงขึ้น ลูกค้าบางส่วนเลือกไม่จ่ายและปล่อยให้พัสดุตีกลับ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนซ้ำซ้อนของผู้ขายทั้งค่าส่งไปและกลับ
เลือกส่งแบบไหนที่ลูกค้าปลายทางไม่ต้องควักเงินเพิ่ม
เลือกส่งแบบ DDP คือคำตอบสำหรับผู้ขายที่ไม่อยากให้ลูกค้าปลายทางเจอค่าใช้จ่ายแฝง เพราะทุกอย่างถูกจ่ายและจัดการล่วงหน้าตั้งแต่ต้นทาง
แต่คำถามที่ตามมาคือ ภาษีปลายทาง ใครจ่าย ในทางปฏิบัติ หากผู้ขายเลือก DDP ต้นทุนภาษีจะถูกบวกรวมเข้าไปในราคาสินค้าหรือค่าขนส่งตั้งแต่แรก ทำให้ลูกค้าเห็นราคาสุดท้ายที่ชัดเจนตั้งแต่ตอนสั่งซื้อ ไม่มีขั้นตอนจ่ายเพิ่มระหว่างทาง สิ่งนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนที่ทำให้ลูกค้าลังเลกดสั่งซื้อ ได้อย่างมาก
จุดสำคัญคือผู้ขายต้องเลือกขนส่งที่รองรับระบบคำนวณและชำระภาษีล่วงหน้าได้จริง ไม่ใช่แค่รับพรีเซนต์ตัวเองว่าทำ DDP ได้ แต่ระบบหลังบ้านไม่รองรับ ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ด่านศุลกากรแทน
ผู้ขายออนไลน์ควรเลือก DDP หรือ DDU กันแน่
คำตอบขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้าและมูลค่าสินค้าที่ขาย ไม่มีสูตรตายตัวที่ใช้ได้กับทุกร้าน
- ถ้าขายสินค้ามูลค่าสูงหรือเน้นกลุ่มลูกค้า B2C ต่างประเทศ ควรเลือก DDP เพื่อรักษาประสบการณ์และลดอัตราพัสดุตีกลับ
- ถ้าขายสินค้ามูลค่าต่ำที่ต่ำกว่าเกณฑ์ปลอดภาษีของประเทศปลายทางอยู่แล้ว DDU ก็อาจไม่สร้างปัญหา เพราะไม่มีภาษีให้จ่ายอยู่ดี
- ถ้าเป็นการส่งแบบ B2B ที่ตกลงเงื่อนไขกันไว้ล่วงหน้า DDU เป็นเรื่องปกติในสัญญาการค้าระหว่างประเทศ
สิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งคือการสื่อสารให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าอย่างชัดเจน ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบภาษีปลายทาง เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกถูกหลอกตอนรับพัสดุ
และเพื่อให้ผู้ขายบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น เมื่อเลือกส่งพัสดุไปต่างประเทศกับ FastShip เรามีตัวเลือกรูปแบบการจัดส่งให้คุณกำหนดได้อย่างชัดเจนเลยว่าต้องการส่งแบบ DDP หรือ DDU โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางยอดฮิตอย่าง สหรัฐอเมริกา (USA) ที่เปิดให้เลือกเงื่อนไขนี้ได้โดยตรง เพื่อรองรับระบบภาษีและการเคลียร์สินค้าผ่านด่านศุลกากรของที่นั่นโดยเฉพาะ ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณจัดการต้นทุนได้แม่นยำขึ้น และส่งมอบประสบการณ์การสั่งซื้อที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าปลายทางได้อย่างมืออาชีพ
เทียบขนส่งแบบไหนช่วยให้ลูกค้าปลายทางไม่โดนเรียกเก็บเงินเพิ่ม
ขนส่งที่รองรับระบบ DDP แบบครบวงจรตั้งแต่คำนวณภาษี เคลียร์ศุลกากร จนถึงนำส่งคือปัจจัยที่ทำให้ผู้ขายวางใจได้ว่าลูกค้าจะไม่โดนเรียกเก็บเงินเพิ่ม การเลือกพาร์ทเนอร์ขนส่งจึงมีผลโดยตรงต่อประสบการณ์ลูกค้าปลายทาง

การส่งของไปต่างประเทศไม่จำเป็นต้องปวดหัวเรื่องภาษีอีกต่อไป หากคุณมีตัวเลือกที่จัดการได้เองอย่างโปร่งใส ไม่ว่ากลยุทธ์ของร้านคุณจะเหมาะกับการส่งแบบไหน FastShip ก็พร้อมซัพพอร์ตให้คุณเลือกรูปแบบการส่งได้อย่างอิสระ ให้คุณโฟกัสกับการเพิ่มยอดขายได้อย่างเต็มที่ เริ่มต้นส่งออเดอร์แรกพร้อมสัมผัสความสะดวกสบายได้แล้วที่ www.fastship.co
Frequently Asked Questions
DDP กับ DDU ต่างกันยังไงแบบสั้น ๆ? DDP คือผู้ส่งจ่ายภาษีนำเข้าล่วงหน้าให้ ผู้รับไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม ส่วน DDU คือผู้รับต้องจ่ายภาษีเองตอนพัสดุถึงปลายทาง
ทำไมลูกค้าถึงโดนเรียกเก็บเงินเพิ่มตอนรับพัสดุ? ส่วนใหญ่เกิดจากการส่งแบบ DDU ที่มูลค่าสินค้าสูงกว่าเกณฑ์ยกเว้นภาษีของประเทศปลายทาง ทำให้ต้องจ่ายภาษีนำเข้าก่อนรับของ
DDP เหมาะกับธุรกิจแบบไหนมากที่สุด? เหมาะกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ขายตรงถึงผู้บริโภค (B2C) ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าปานกลางถึงสูงที่ต้องการรักษาประสบการณ์ลูกค้า
ติดต่อได้เลยที่ www.fastship.co หรือที่เบอร์ : 02-0803999 หรือ แอดไลน์ ID : @fastship.co ในเวลาทำการจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.